1. ยุง (ร้ายกว่าเสือ          บางชนิดก็แค่กัดเจ็บๆ ครับ แต่บางชนิดที่แหละร้ายชนิดร้ายกาจต้องพยายามเลี่ยงเอาไว้ 
เพราะมันสามารถเป็นพาหะนำโรคร้ายสู่มนุษย์ ซึ่งปีหนึ่งๆ พบว่า คนเราตายเพราะยุงเนี่ยได้คร่า
ประชากรโลกกว่าสองล้านคนทีเดียว

 สัตว์มีปีกตัวเล็กๆ นอกจากสร้างความรำคาญให้ทั้งคนและสัตว์แล้ว มันยังครองตำแหน่งสัตว์ที่อันตรายระดับโลกอีกด้วย เพราะ เป็นสัตว์ที่นำโรคร้ายหลายชนิดมาสู่คน เช่น เชื้อไข้มาลาเรียและไวรัสไข้เลือดออก  ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากยุงกัดมากกว่าสองล้านคนเลยทีเดียว

          ยุงลายเสือ หรือ ยุงเสือ หรือ ยุงแมนโซเนีย (Mansonia) เป็นหนึ่งในยุงที่มีอยู่อย่างน้อย 412 ชนิดในประเทศไทย เป็นยุงขนาดใหญ่ เส้นปีกมีเกล็ดใหญ่สีอ่อนสลับเข้มปกคลุม บางชนิดมีสีเหลือง ขาวสลับดำคล้ายลายของเสือโคร่ง เช่น Ma.uniformis บางชนิดมีลายออกเขียวคล้ายตุ๊กแก เช่น Ma.annulifera ขาลายเป็นปล้องๆ บริเวณขามีสีแบบตกกระ มีแถบขาวล้อมรอบ

            ตรงส่วนปลายของท้องมีลักษณะเป็น 3 พู แต่ละพูมีขนยาว 1 กระจุก ยุงลายเสือหายใจผ่านทางท่อหายใจที่มีความแข็งแรงและแทงผ่านทะลุรากพืชหรือลำต้นของพืชน้ำได้ เพื่อการแลกเปลี่ยนออกซิเจน โดยยุงลายเสือจะรับเอาออกซิเจนจากรากหรือลำต้นพืชน้ำเวลาหากิน

            ยุงลายเสือมีแหล่งเพาะพันธุ์ตามแอ่ง หรือหนองน้ำที่มีวัชพืชและพืชน้ำต่างๆ เช่น จอก ผักตบชวา แพงพวยน้ำ หรือหญ้าปล้อง มันกัดกินเลือดของสัตว์และคน ออกหากินเวลากลางคืน แต่ถ้าไปอยู่แถวแหล่งของมันในเวลากลางวัน มันก็กัดได้เหมือนกัน โดยเฉพาะตามท้องทุ่งดังกล่าว ยุงลายเสือเป็นพาหะของโรคเท้าช้างจากเชื้อไมโคร ฟิลาเรีย ที่พบมากบริเวณที่ราบทางฝั่งตะวันออกของภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจนถึงนราธิวาส และบริเวณชายแดนไทย – พม่า

            เมื่อยุงลายเสือกัดคนที่มีเชื้อไมโครฟิลาเรีย ซึ่งเป็นหนอนพยาธิตัวกลม (มีลักษณะคล้ายเส้นด้าย อาศัยอยู่ในระบบน้ำเหลืองของคน) และดูดเลือดที่มีพยาธินี้เข้าไป ไมโครฟิลาเรียจะเข้าไปเจริญอยู่ในตัวยุงนานประมาณ 7 – 14 วัน จนเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา และจะเคลื่อนที่เข้าสู่ปากยุง เมื่อยุงมากัดคน ตัวอ่อนระยะติดต่อนี้จะไชผ่านผิวหนังบริเวณแผลที่ยุงกัด และเข้าไปเจริญและเพิ่มจำนวนในคน ซึ่งต่อมาจะก่อให้เกิดโรคเท้าช้าง

            คนที่มีอาการมักถูกยุงที่มีเชื้อพยาธิเท้าช้างกัดซ้ำหลายครั้ง อาการในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีไข้ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของต่อมและท่อน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หรืออัณฑะ เนื่องจากพยาธิตัวแก่ที่อยู่ ในท่อน้ำเหลืองสร้างความระคายเคืองแก่เนื้อเยื่อภายใน รวมทั้งปล่อยสารพิษออกมาด้วย อาการอักเสบจะเป็นๆ หายๆ อยู่เช่นนี้ และจะกระตุ้นให้เกิดอาการบวมขึ้น หากเป็นนานหลายปีจะทำให้อวัยวะนั้นบวมโตอย่างถาวและผิวหนังหนาแข็งขึ้นจนมีลักษณะขรุขระ
           แยกได้เป็นผู้ป่วยเป็นโรคฟิลาเรียของระบบน้ำเหลืองที่เกิดจากเชื้อ W.bancrofti จะมีอาการแสดงให้เห็นคือผิวหนังตรงอวัยวะเพศหยาบขรุขระและบวมโต เป็นได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง ส่วนผู้ป่วยเป็นโรคฟิลาเรียของระบบน้ำเหลืองที่เกิดจากเชื้อ B.malayi จะมีอาการแสดงให้เห็นคือขาโตและมีผิวหนังหยาบขรุขระ จึงเรียกโรคนี้ว่า “โรคเท้าช้าง”

            การป้องกันยุงกัดเป็นวิธีที่สามารถลดความรำคาญที่เกิดจากยุง และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อที่มียุงเป็นพาหะ ทำได้หลายวิธี เช่น นอนในมุ้งหรือมุ้งชุบสารเคมีฆ่าแมลง ติดตั้งมุ้งลวด สุมควันไฟไล่ยุง จุดยากันยุง หรือทาสารเคมีไล่ยุง เช่น น้ำมันตะไคร้หอม หรือสารสังเคราะห์อย่าง DEET (diethyltoluamide) ควบคุมและกำจัดยุงพาหะโดยพ่นสารเคมีกำจัดยุงตามฝาผนังบ้าน กำจัดลูกน้ำตามแหล่งต่างๆ กำจัดวัชพืชและพืชน้ำที่เป็นแหล่งเกาะอาศัยของลูกน้ำในแหล่งน้ำ

            อย่างไรก็ตาม ในแหล่งเพาะพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่หรือกว้างขวาง เช่น ในท้องนา ลำธาร หรือกระบอกไม้ในป่า การควบคุมลูกน้ำจะทำได้ลำบากมาก หรือแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย ประชาชนที่อยู่ในแหล่งระบาดของโรคเท้าช้างอาจกินยาป้องกัน ได้แก่ Diethyl carbamazine (DEC)

ลิงก์

กบพิษ “พันธุ์ดาร์ต”

2. กบพิษ”พันธุ์ดารต์”

เจ้ากบที่เห็นเนี่ยไม่เหมาะสำหรับไปจูบมันแน่ๆ ก็เพราะว่า มันสามารถผลิตสารพิษร้ายแรง 
เพื่อใช้ป้องกันตัวเองจากการถูกคุกคามของสัตว์อื่นๆ เขาบอกว่ากบประเภทนี้แค่ตัวเดียวมีพิษ
ขนาดทำให้คนตายได้ถึง 10 คน!

นักฆ่าอันดับสุดท้าย คือ กบลูกดอกอาบยาพิษ ซึ่งมีขนาดเพียง 2 เซนติเมตรเท่านั้น มันเป็นสปีซีส์หนึ่งของกบมีพิษ  ซึ่งมีสีสันสวยงามจนได้ชื่อว่า “อัญมณีแห่งป่าฝน” กบชนิดนี้มีสารพิษทำลายระบบประสาท มันจะปล่อยสารพิษให้ไหลซึมออกมาทางผิวหนังเพื่อเตือนนักล่าไม่ให้เข้ามาใกล้ ปริมาณพิษของกบลูกดอกอาบยาพิษสามารถฆ่าคนได้ถึง 10 คนเลยทีเดียว พรานป่าในอเมริกาใต้ใช้พิษของมันทาลูกดอก ซึ่งเป็นที่มาของชื่อกบชนิดนี้

วีดีโอ

3. งูเห่าเอเชีย
   แม้ว่าดูเหมือนจะไม่ค่อยมีพิษ แต่จริงๆ แล้วมันเนี่ยแหละอันตรายกว่างูสายพันธุอื่น โดยสถิติ
คนถูกงูกัดตาย 5 หมื่นคนต่อปี ก็ถือว่าอันตรายสำหรับมนุษย์แล้ว

งูเห่า (อังกฤษ: Cobra),ชื่อวิทยาศาสตร์: Naja) เป็นงูพิษขนาดกลางที่อยู่ในสกุล Naja ในวงศ์งูพิษเขี้ยวหน้า (Elapidae) วงศ์ย่อย Elapinae ซึ่งเป็นสกุลของงูพิษที่อาจเรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักกันอย่างดีที่สุด

มีพิษมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทที่รุนแรง และเป็นสาเหตุที่ทำให้มีมนุษย์เสียชีวิตจำนวนมากจากการถูกกัด เพราะพิษของงูเห่านับว่ามีความร้ายแรงมากกว่างูพิษชนิดอื่น ๆ งูเห่ามีสีหลากหลาย เช่น ดำ, น้ำตาล, เขียวอมเทา, เหลืองหม่น รวมทั้งสีขาวปลอดทั้งลำตัว ที่เรียกว่า งูเห่านวล หรือ งูเห่าสุพรรณ ซึ่งเป็นความหลากหลายทางสีสันของงูเห่าหม้อ (Naja kaouthia) ที่เป็นงูเห่าชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยที่มิใช่สัตว์เผือกด้วย

งูเห่า เป็นงูที่จัดอยู่ในงูที่อันตราย มีนิสัยดุร้ายเช่นเดียวกับงูจงอาง (Ophiophagus hannah) เมื่อเกิดอาการตกใจหรือต้องการขู่ศัตรู มักทำเสียงขู่ฟู่ ๆ โดยพ่นลมออกจากทางรูจมูกจึงได้ชื่อว่า งูเห่า และแผ่แผ่นหนังที่อยู่หลังบริเวณคอออกเป็นแผ่นด้านข้างเรียกว่า “แม่เบี้ย” หรือ “พังพาน” ซึ่งบริเวณแม่เบี้ยนี้จะมีลวดลายเป็นดอกดวงสีขาวหรือสีเหลืองนวลเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ เช่น คล้ายตัวอักษรวีหรืออักษรยูหรือวงกลม หรือไม่มีเลยก็ได้ เรียกว่า “ดอกจัน”

เป็นงูที่มีพิษร้ายแรง มีร่องและรูทางออกของน้ำพิษทางด้านหลังของเขี้ยวพิษ เขี้ยวพิษขนาดไม่ใหญ่นักซึ่งผนึกติดแน่นกับขากรรไกรขยับไม่ได้ นอกจากเขี้ยวพิษแล้วอาจมีเขี้ยวสำรองอยู่ติด ๆ กันอีก 1-2 อัน ที่ขากรรไกรล่างไม่มีฟัน นอกจากนี้แล้วในบางชนิดยังสามารถพ่นพิษออกมาจากต่อมน้ำพิษได้อีกด้วย เรียกว่า “งูเห่าพ่นพิษ” ซึ่งหากพ่นใส่ตา จะทำให้ตาบอดได้

งูเห่าจัดว่าเป็นงูพิษขนาดกลาง ขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 1 เมตร พบกระจายพันธุ์ไปทั่วในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชียและแอฟริกา สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้ง ทะเลทราย,ป่าดิบ ทั้งบนพื้นที่ราบและภูเขาสูง ตลอดจนในชุมชนเมือง

งูเห่าขยายพันธุ์ด้วยการวางไข่ โดยงูตัวเมียจะเป็นผู้ปกป้องและฟักไข่จนกระทั่งฟักออกเป็นตัว ในช่วงนี้จะมีนิสัยดุร้ายกว่าปกติ ปัจจุบันมีการอนุกรมวิธานแล้วทั้งสิ้น 20 ชนิด[3] โดยชนิดที่พบได้ในประเทศไทย นอกจาก งูเห่าหม้อ ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมี งูเห่าพ่นพิษด่าง (N. atra),งูเห่าพ่นพิษสยาม (N. siamensis) และงูเห่าพ่นพิษสีทอง (N. samarensis) ซึ่งเป็นงูเห่าประเภทพ่นพิษอีกด้วย

โดยที่คำว่า Naja ที่ใช้เป็นชื่อสกุลทางวิทยาศาสตร์นั้น มาจากคำว่า nāga ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่มอินโด-ยูโรเปียน ที่หมายถึง “งู”

อีกชื่อหนึ่งว่า งูเห่าอินเดีย มีถิ่นที่อยู่ในฟิลิปปินส์ ปากีสถาน เอเชียใต้ แอฟริกา และอินเดีย งูเห่าอินเดียต่างจากงูเห่าสายพันธ์อื่นคือกินเฉพาะงูที่เล็กกว่าและหนูเท่านั้น เมื่อเวลามันโกรธหรือถูกรบกวนมันจะแผ่แม่เบี้ย งูเห่าอินเดียไม่ใช่งูที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก แต่มีคนตายเพราะถูกมันกัดในแต่ละปีถึง 50,000 คน น่ากลัวไหม

 

ลิงก์

แมงกะพรุนออสเตรเลีย

4. แมงกะพรุนออสเตรเลีย
พิษของมันถือว่าอันตรายสุดๆ ด้วยหนวดที่มีเป็นจำนวนมาก ยาวกว่า 15 ฟุต เชื่อไหมว่า
หนวดแต่ละเส้นสามารถคร่ามนุษย์ได้กว่า 60 คน

มีรูปร่างเหมือนกระดิ่งหรือถ้วยที่ด้านสูงจะมากกว่าด้านกว้าง ด้านบนจะแบนราบ ตัวเป็นวุ้นใส มีหนวด 4 เส้น ซึ่งมีสีชมพูหรือเหลือง บางตัวอาจจะมีสีน้ำตาล ตัวอาจสูงได้ถึง  20 เซนติเมตร  หนวดที่หดสั้นนั้นอาจยืดได้ยาวถึง 3 เมตร เข็มพิษที่หนวดมีฤทธิ์ร้ายแรงมาก ซึ่งจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป

แมงกะพรุนกล่อง เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ค้นพบไม่นาน โดยสถาบันไอไอเอสอี (International Institute for Species Exploration) มหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตท ของสหรัฐอเมริกา ได้จัดให้ แมงกะพรุนกล่อง อยู่ในอันดับ 8 ของ10 สุดยอดการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกแห่งปี 2550
          แมงกะพรุนกล่อง (Box Jellyfish) มีอีกชื่อหนึ่งว่า แมงกะพรุนอิรุคันจิ (irukandji jellyfish) หรือตัวต่อทะเล เป็น แมงกะพรุนกล่อง ชนิดที่ 2 ในสกุลมาโล (Malo) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า มาโล คิงกิ (Malo kingi) โดยตั้งตามชื่อของ โรเบิร์ต คิง (Robert King) นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่เสียชีวิตจากพิษของ แมงกะพรุนกล่อง ที่ตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย เหตุการณ์นี้ปลุกกระแสให้คนตื่นตัว หันมาหาวิธีจัดการแมงกะพรุนชนิดนี้มากขึ้น
      แมงกะพรุนกล่อง เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง โดยมีลักษณะโปร่งใสสีฟ้าอ่อน รูปร่างคล้ายลูกบาศก์จึงได้ชื่อว่า แมงกะพรุนกล่อง มีขนาดประมาณ 10-30 เซนติเมตร มีหนวดบาง ๆ งอกออกมาถึง 15 เส้น และสามารถยืดได้ไกลถึง 3 เมตร หนวดแต่ละเส้นจะประกอบด้วยเซลล์พิษจำนวนมาก อีกทั้งยังมีดวงตาที่มีประสิทธิภาพสูงเกาะกลุ่มกันอยู่รอบตัวสี่ทิศ  นอกจากนี้ แมงกะพรุนกล่อง ยังสามารถเคลื่อนที่พุ่งขึ้นสู่ด้านบนได้อย่างรวดเร็วมาก และว่ายน้ำได้เร็วถึง 5 ฟุตต่อวินาที จึงสามารถจับสัตว์ทะเลด้วยกันกินเป็นอาหารได้อย่างง่ายดาย มักอาศัยอยู่ตามทะเลในเขตอุ่น เช่น ตามชายฝั่งของประเทศออสเตรเลียตอนเหนือ ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ หมู่เกาะฮาวาย ฯลฯ ช่วงที่พบได้มากคือ เดือนตุลาคม – เมษายน และหลังช่วงพายุฝนที่จะถูกน้ำทะเลพัดพาเข้ามาจนใกล้ฝั่ง
              ด้วยเข็มพิษที่มีกว่าล้านเซลล์ตามหนวดที่ยืดออกมา ทำให้ แมงกะพรุนกล่อง เป็นแมงกะพรุนชนิดที่มีพิษร้ายแรงที่สุด โดยพิษนี้จะสร้างความทรมาน เจ็บปวดอย่างรุนแรง ทำให้เซลล์ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสตายได้ โดยพิษสามารถเข้าสู่กระแสเลือดไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง และเมื่อเข้าสู่ระบบประสาท ก็จะกดทับระบบประสาททำให้หยุดหายใจ และยังมีผลต่อระบบหัวใจ โดยทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นเฉียบพลัน บางรายยังไม่ทันขึ้นจากน้ำ พิษเข้าสู่หัวใจทำให้หัวใจล้มเหลวเสียชีวิตทันที ถือว่าพิษของ แมงกะพรุนกล่อง นี้ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้เร็วที่สุดในโลก

ฉลามขาว

        5. ฉลามขาว
อันตรายสุดๆ ถ้าเผชิญหน้ากับมัน คุณมีสิทธิจะโดนเขี้ยวฉลามที่ว่ากันว่ามีถึง 3 พันซี่ขย้ำ
จนเหลือแต่กระดูก หากไปเที่ยวว่ายน้ำในทะเลแล้วเปิดโอกาสให้มันได้กลิ่นเลือดละก้อ
 
ปลาฉลามขาวมีความสามารถคล้ายกับปลาฉลามสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีอวัยวะรับสัมผัสพิเศษ ที่สามารถตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่แผ่ออกมาจากปลาที่มีชีวิต ที่เคลื่อนไหวอยู่ในน้ำ ทุกครั้งที่สิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวน้ำ จะสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา และปลาฉลามขาวมีสัมผัสไวเป็นพิเศษ ที่สามารถตรวจจับได้แม้มีความแรงเพียง 1/1000,000,000 โวลท์ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับสามารถตรวจจับแสงแฟลชได้ในระยะ1600 กิโลเมตร ปลาชนิดอื่นๆ ส่วนมากไม่มีพัฒนาการถึงระดับนี้ แต่มีความสามารถที่คล้ายๆ กันนี้ ที่ลายด้านข้างลำตัว

การที่ปลาฉลามขาวจะประสบความสำเร็จในการล่าเหยื่อ ที่มีความว่องไวสูงอย่างสิงโตทะเล สัตว์เลือดเย็น อย่างปลาฉลามขาวได้พัฒนา ระบบรักษาความร้อนภายในร่างกาย ให้สามารถรักษาอุณหภูมิให้สูงกว่าอุณหภูมิของน้ำภายนอกได้ โดยใช้ Rete mirabile ซึ่งเส้นใยเส้นเลือด ที่มีอยู่รอบตัวของปลาฉลามขาวนี้ จะรักษาความร้อนของเลือดแดงที่เย็นตัวลง ด้วยเลือดดำที่อุ่นกว่าจากการใช้พลังงานของกล้ามเนื้อ ความสามารถนี้ทำให้ปลาฉลามขาวรักษาระดับอุณหภูมิในตัว สูงกว่าอุณหภูมิน้ำทะเลรอบตัวประมาณ 14ํC (เมื่อล่าในเขตหนาวจัด) โดยที่หัวใจและเหงือกยังคงอยู่ที่อุณหภูมิของระดับน้ำทะเล

ปลาฉลามขาวสามารถอดอาหารได้นานราว 1 สัปดาห์โดยที่ช่วงนั้นไม่ต้องกินอะไร อุณหภูมิของร่างกายส่วนใหญ่ สามารถลดต่ำลงจนเท่ากับอุณหภูมิของระดับน้ำทะเล อย่างไรก็ตาม ก็ยังจัดว่าปลาฉลามขาวป็นสัตว์เลือดเย็นอยู่ดี เพราะว่าอุณหภูมิของร่างกายไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมโดยรอบ

สิงโตแอฟริกา

6. สิงโตแอฟริกา
ถือว่าเป็นสุดยอดของนักล่าของสัตว์บก เพราะทั้งใหญ่โต ว่องไว ฟันก็คมกริบ ว่ากันว่า
แค่แมวตัวใหญ่ก็เกือบจะเป็นนักล่าที่สมบูรณ์แบบได้เหมือนสิงโตเลย ทีเดียว
สิงโต (อัง รูปร่างสง่างามและแผงคอที่สวยงาม มีเขี้ยวขนาดใหญ่และเล็บที่คมกริบ กับตำแหน่งเจ้าแห่งป่าตัวนี้ มันกินสัตว์แทบทุกชนิดตั้งแต่เต่าไปจนกระทั่งถึงยีราฟ จุดเด่นของมันคือเป็นสัตว์สังคม อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สิงโตแอฟริกาอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้า ทุ่งซาวานนาส์ และบริเวณพุ่มไม้ที่หนาแน่นกฤษ: lion) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีกระดูกสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อยู่ในวงศ์ Felidae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับแมว สิงโตมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera leo มีขนาดลำตัวใหญ่ ขนาดไล่เลี่ยกับเสือโคร่งทั่วไป (P. tigris) ซึ่งเป็นสัตว์ในสกุล Panthera เหมือนกัน จัดเป็นสัตว์ในวงศ์ Felidae ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรองมาจากเสือโคร่งไซบีเรีย (P. t. altaica) พื้นลำตัวสีน้ำตาล ไม่มีลาย ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีขนสร้อยคอยาว ขนปลายหางเป็นพู่ ชอบอยู่เป็นฝูงตามทุ่งโล่ง มีน้ำหนักประมาณ 250 กิโลกรัม (550 ปอนด์) ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า มักทำหน้าที่ล่าเหยื่อ มีน้ำหนักประมาณ 180 กิโลกรัม (400 ปอนด์) มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกาและประเทศอินเดีย ในป่าธรรมชาติ สิงโตมีอายุขัยประมาณ 10-14 ปี ส่วนสิงโตที่อยู่ในกรงเลี้ยงมีอายุยืนถึง 20 ปี

จระเข้น้ำเค็ม

  7. จระเข้น้ำเค็ม
อันตรายแน่ๆ ถ้าไปแช่น้ำในทะเลสาปอยู่นานๆ เพราะมันชอบซ่อนอยู่ในหนองน้ำ คอยเหยื่อ
ที่ผ่านมาก่อนจะตะปบ ลากลงน้ำ ก่อนจะขย้ำคุณ จนใครก็จำสภาพไม่ได้ กลายเป็นศพเท่านั้นเอง
 
จระเข้น้ำเค็ม หรือ ไอ้เคี่ยม หรือ จระเข้ทองหลาง (อังกฤษ: Saltwater crocodile) สัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ในอันดับจระเข้ชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylus porosus ในวงศ์ Crocodylidae เป็น 1 ใน 3 สายพันธุ์ของจระเข้ที่พบได้ในประเทศไทย (อีก 2 ชนิดคือ จระเข้น้ำจืด และ ตะโขง) มีลักษณะทั่วไปคล้ายจระเข้น้ำจืด จุดที่แตกต่างกันคือ ขาคู่หลังมีลักษณะแข็งแรงกว่าขาคู่หน้าและมีเพียง 4 นิ้วมีพังผืดระหว่างนิ้วตีนมากกว่าจระเข้น้ำจืด จะงอยปากยาวและส่วนปลายค่อนข้างแหลม มีฟันประมาณ 60 ซี่ ลักษณะแตกต่างจากจระเข้น้ำจืดคือไม่มีเกล็ด 4 เกล็ดที่ท้ายทอย ปากยาวกว่าจระเข้น้ำจืดอย่างเห็นได้ชัด มีสันเล็ก ๆ ยื่นจากลูกตาไปตามความยาวของส่วนหัวจนถึงตำแหน่งของปุ่มจมูก หรือที่เรียกว่าก้อนขี้หมา สีลำตัวออกเหลืองอ่อนหรือสีขาว และมีการเรียงตัวที่ส่วนหาง ดูคล้ายตาหมากรุก ตัวผู้มีความยาวหางยาวกว่าตัวเมีย แต่ลำตัวของตัวผู้ผอมเพรียวกว่าแต่โดยรวมแล้วขนาดลำตัวของตัวเมียจะเล็กกว่าเมื่อเทียบกันตัวต่อตัว และระยะห่างของโหนกหลังตาจะกว้างกว่าหัวของตัวผู้ดูป้อมสั้น ตัวเมียจะดูหัวยาวเรียว

จระเข้น้ำเค็มจัดว่าเป็นสายพันธุ์จระเข้ที่มีความใหญ่ที่สุดในโลก เพราะโตเต็มที่ได้ถึง 4-5 เมตร และที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมาคือ 9 เมตร หนักได้ถึง 450 กิโลกรัม พบกระจายพันธุ์ตั้งแต่ภูมิภาคเอเชียใต้จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศออสเตรเลียทางตอนเหนือ บริเวณนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี มักอาศัยอยู่ในป่าโกงกางหรือป่าชายเลนในที่ที่เป็นน้ำกร่อยหรือน้ำเค็ม ตัวผู้จะถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 16 ปี ตัวเมียอายุ 10 ปี แต่จะให้ไข่ที่สมบูรณ์เมื่ออายุ 12 ปี มีขนาดยาว2.2 เมตร มีการผสมพันธุ์ในฤดูร้อนและวางไข่ในฤดูฝน ครั้งละ 25-90 ฟอง การวางไข่จะใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที ใช้ระยะเวลาในการฟักไข่ประมาณ 80 วัน ขนาดของไข่จระเข้น้ำเค็มจะใหญ่กว่าจระเข้น้ำจืดเล็กน้อย มีน้ำหนักประมาณ 110-120 กรัม

จระเข้น้ำเค็มมีอุปนิสัยดุร้ายมาก สามารถโจมตีสัตว์ที่โดยปกติไม่ใช่อาหารได้ เช่น มนุษย์ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางถิ่นของออสเตรเลียที่ขึ้นชื่ออย่างยิ่งในเรื่องการโจมตีมนุษย์ของจระเข้น้ำเค็ม อีกทั้งมีการกัดของกรามได้อย่างรุนแรงมากที่สุดในโลก โดยมีแรงมากถึง 1,700 ปอนด์[1] และสามารถกระโดดงับเหยื่อได้ ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ในสัตว์เลื้อยคลายขนาดใหญ่เช่นนี้ จนกระทั่งมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า “Man Eater” (ตัวกินคน) ซึ่งในสวนสัตว์บางแห่งได้ใช้ความสามารถพิเศษอันนี้หลอกล่อให้จระเข้กระโดดงับเหยื่อที่แขวนล่อไว้เพื่อแสดงแก่ผู้ที่มาเยี่ยมชม

ในทางอุตสาหกรรม หนังของจระเข้น้ำเค็มมีคุณสมบัติเหมาะสมในการทำเครื่องหนังมากกว่าจระเข้น้ำจืด เพราะมีหนังที่เหนียวทนทานกว่า จึงนิยมเลี้ยงกันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ แต่ทว่าด้วยความที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการจระเข้จะโตและให้ผลผลิตที่ดีได้ จึงนิยมผสมข้ามสายพันธุ์กับจระเข้สายพันธุ์อื่นเพื่อให้ได้จระเข้ลูกผสมที่จะให้ผลผลิตที่เร็วกว่า
สัตว์ร้ายตัวนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในจำนวนจระเข้ 23 สปีซีส์ของโลก ปกติตัวผู้มีลำตัวยาวประมาณ 2.5-3 เมตร แต่อาจยาวได้ถึง 6-7 เมตร มีหัวขนาดใหญ่และกรามที่แข็งแรง มีความอดทนสูง สามารถอยู่ในน้ำกร่อย แม่น้ำ แม้กระทั่งหนองบึง เดินทางในท้องทะเลได้ไกลเป็นพันกิโลเมตร มีถิ่นที่อยู่ในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย พม่า กัมพูชา ไทย เวียดนาม เป็นต้น
จระเข้ชนิดนี้จะพรางตัวให้เหยื่อตายใจว่ามันคือท่อนไม้ และรอจนกระทั่งเหยื่อผ่านมา หลังจากนั้นมันจะเปิดตาและพุ่งเข้างับเหยื่อแล้วด่ำดิ่งสู่ก้นทะเลหรือแม่น้ำ

Previous Older Entries